สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์...
จากการที่ผมได้รู้ภาพยนตร์เรื่อง Tokyo sonata แล้วมีความรู้สึกว่า สถาบันครอบครัวมีความสำคัญมากๆ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนภายในครอบครัว พ่อก็มีหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว แม่มีหน้าที่เป็นแม่บ้านทำงานทุกอย่างภายในบ้าน ลูกทั้งสองก็มีหน้าที่เรียนหนังสือ ซึ่งสังคมของญี่ปุ่นก็มีลักษณะเป็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของตนเองจนไม่ได้มองถึงครอบครัว ไม่สนใจดูแลลูกเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะจากการที่สภาวะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ พ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวตกงานเลยมีความเครียดเลยไม่มีเวลาที่จะมาสนใจสมาชิกในครอบครัว เลยเกิดปัญหาต่างขึ้นภายในครอบครัวครับ...
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง...
ทฤษฎีความผูกพัน มีพื้นฐานมาจากหลายทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์และครอบครัว ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ พัฒนาการเด็กประสาทชีววิทยา Evolutionary Ethology และ Cognitive science เพื่ออธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และพัฒนาการของความสัมพันธ์ ซึ่งบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาเรื่องนี้คือ John Bowlby และ Mary Ainsworth ทฤษฎีนี้อธิบายว่าความผูกพันเป็นสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่มั่นคงซึ่งมนุษย์แสวงหาและต้องการไปตลอดชีวิต และจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นเมื่อได้รับความเครียดหรือความกดดันความผูกพันแตกต่างจากการพึ่งพา เนื่องจากผู้ที่มีความผูกพันยังคงความเป็นตัวของตัวเอง หัวใจสำคัญของทฤษฎีความผูกพันคือการก่อเกิดความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก พ่อกับลูก หรืออื่นๆ ซึ่งลักษณะความสัมพันธ์นี้จะถูกถ่ายทอดไปยังความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับคนอื่นๆ ในสังคมต่อไป ตัวอย่างพฤติกรรมที่แสดงถึงความผูกพันระหว่างแม่กับลูก เช่น การคลอเคลียอยู่ใกล้แม่ ร้องไห้หรือแข็งขืนเมื่อต้องจากแม่ วิ่งไปหาแม่ เป็นต้น
เด็กจะรับรู้และเรียนรู้สัญญาณด้านอารมณ์ ความรู้สึก และวิธีการตอบสนองของพ่อแม่ได้ตั้งแต่เกิดและไวกับการตอบสนองที่ไม่ดีของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู มีงานวิจัยพบว่าเด็กที่ขาดความผูกพันจะสับสนในเรื่องความสัมพันธ์ สร้างความผูกพันกับใครไม่ได้ ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในวันเรียน ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือ มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่การมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง
- พ่อแม่ควรสนับสนุนพฤติกรรมที่ดีของลูก จะทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่และเป็นการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีระหว่างกัน
ซึ่งทฤษฎีความผูกพันนี้เป็นเรื่องของครอบครัวที่มีปัญหา ทำให้เกิดความผูกพันธ์ที่ไม่เป็นผลดี
หากเป็นพ่อ...
ถ้าผมเป็นพ่อผมจะยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นสังคมญี่ปุ่นอาจจะฟังดูยากนะ แต่ก็ไม่มีทางเลือกเพราะถ้ามัวแต่จะกลัวครอบครัวรู้ กลัวลูกรู้ ก็จะทำให้เราเครียด ก็เลยคิดว่ายอมปรึกษาครอบครัวดีกว่า แล้วไปสมัครงานที่พอจะทำได้โดยไม่เรื่องมากที่จะเลือกงาน ถ้าเป็นผู้จัดการร้านก็ทำไปแล้ว ถ้ามีโอกาสก็สร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเองได้ งานไหนก็อดทนทำไปก่อน และหาเวลาที่จะเป็นสามีที่ดีกับภรรยา เป็นพ่อที่ดีของลูกๆ คอยถามลูกเมียว่าเป็นไงบ้าง มีอะไรปรึกษาหรือเปล่า ถ้าลูกอยากเรียนอะไรก็สนับสนุน คอยบอกสอนลูกด้วยเหตุผลไม่ใช้อารมณ์ความรุนแรง สร้างความเป็นสุขให้กับครอบครัวโดยหาเวลาว่างไปพักผ่อนครับ...
หากเป็นแม่...
ถ้าผมเป็นแม่ผมจะออกไปหารายได้พิเศษเพื่อมาจุนเจือครอบครัว และถ้ารู้ความจริงว่าสามีตนตกงานก็พูดคุยกันเพื่อหาแนวทางแก้ไข คอยดูแลลูกๆมากกว่านี้ มีอะไรให้ปรึกษากันภายในครอบครัว คิดถึงอนาคตของลูกๆ เลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านี้ก็มีความสุขแล้วครับ...
หากเป็นพี่ชาย...
ถ้าผมเป็นพี่ชายผมจะทำตามความฝันของตัวเอง และปรึกษาพ่อแม่ก่อนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร โดยอธิบายเหตุผลต่างๆมาสนับสนุนคำพูดของเรา และสิ่งไหนที่พ่อแม่คิดว่าไม่มีไม่ถูกต้องก็ขอฟังเหตุผลจากท่าน เพื่อเราจะได้หายคล่องใจ แต่ถ้าเราฟังแล้วเหตุผลไม่ทำให้เราแน่ใจว่ามันดีจริงเราก็รับฟังไว้ แต่จะทำตามหรือไม่ก็ว่ากันอีกที แต่ความเป็นลูกนั้นก็มีความรักความห่วงใยพ่อแม่เสมอ พ่อและแม่ก็มีความรักลูกเช่นกัน ซึ่งความสัมพันธ์นี้มันละเอียดอ่อนมาก ยังไงก็ไม่ลืมทดแทนบุญคุณของพ่อแม่เสมอครับ...หากเป็นน้องชาย...
ถ้าผมเป็นน้องชายผมจะบอกกับแม่ว่าผมอยากเรียนพิเศษ Piano แม่จะว่าอย่างไรก็อีกเรื่อง ผมจะตั้งใจเรียน เป็นลูกที่ดี เชื่อฟังพ่อแม่บางเรื่องที่คิดว่าไม่ขัดกับความต้องการที่ถูกต้องของตัวเอง แม้ในบางครั้งพ่อแม่อาจไม่เข้าใจในเหตุผลของเรา พ่อแม่ยังไงก็เป็นผู้มีพระคุณกับเราเราต้องให้ความเคารพ และตอบแทนบุญคุณท่านครับ...
หากเป็นตัวเอง...
ถ้าคนภายนอกครอบครัวนี้ก็ไม่อาจจะเข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละคนที่ภาพยนตร์สื่อออกมานะครับ ซึ่งปัญหาต่างๆที่ได้นำเสนอมายิ่งสะท้อนถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สภาพปัญหาครอบครัวที่เป็นสถาบันหลักของสังคมที่มีความขัดแย้งความไม่เข้าใจกัน ไม่มีเวลาให้แก่กัน ต่างคนต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง คิดว่าตัวเองดี ตัวเองถูกเสมอ โดยไม่คิดถึงคนอื่น ว่าเขาก็มีความคิดเหมือนกัน...
ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้...
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำเสนอปัญหาของครอบครัวของมาให้เพื่อให้ผู้ชมได้มีความเข้าใจถึงปัญหาที่สามารถแก้ไขได้และนำไปเป็นแนวทางในการแก้ไขข้อบกพร่องสิ่งที่ไม่ถูกต้องกับครอบครัวของตนเอง ถ้าสมาชิกในครอบครัวยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ปัญหาต่างๆก็คุยกันง่ายมากขึ้น ปัญหาก็ไม่เกิดหรืออาจจะเกิดน้อยลง...
คำถาม..
ทำไมพ่อไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของลูก คิดว่าตัวเองคิดเป็นคนเดียวหรืออย่างไร.
แหล่งที่มาของรูปภาพ : http://www.google.com/









